ภควัต ขอเอื้อนกลาง

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Xperia ZR





เป็นอีกค่ายที่ออกลูกออกหลานมาครองส่วนแบ่งอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดก็ได้ออกสมาร์ทโฟนตัวใหม่ที่แก้ไขข้อบกพร่องของ Xperia Z อย่างจัง นั่นก็คือมันไม่สามารถถ่ายรูปใต้น้ำได้ (เพราะอยู่ใต้น้ำ มันแตะจอไม่ค่อยได้นั่นเอง) โซนี่จึงออกสมาร์ทโฟนตัวใหม่เพื่อแก้ไขจุดนี้โดยเฉพาะครับ

โดยรุ่นที่ว่าก็คือ Sony Xperia ZR ครับ โดยเจ้าตัวนี้โซนี่เคลมว่าสามารถบันทึกความทรงจำใต้น้ำได้แบบ Full HD กันเลยทีเดียว เพราะสเปคกล้องของ Xperia ZR จะใช้ไลน์เดียวกันกับ Xperia Z ครับ คือ เซ็นเซอร์ Exmor RS ขนาด 13 ล้านพิกเซล บันทึกวิดีโอแบบ HDR ได้ รวมถึงฟีเจอร์อื่นๆ ตามที่เราได้เห็นกันในรีวิว Xperia Z กันไปแล้ว

ส่วนสเปคนอกนั้นจะเหมือนกับ Xperia Z เพราะงั้นขอไม่พูดมาก ยกเว้นเรื่องจอที่ตัว ZR ปรับมาใช้จอ OptiContrast OLED ความละเอียด 1280*720 พิกเซลแทน และเรื่องการกันน้ำตามมาตรฐาน IP55/IP58 ที่โซนี่เคลมว่า กันได้ลึกสุด 1.5 เมตร เป็นเวลานาน 30 นาทีครับ

โซนี่ยังไม่บอกว่าขายเมื่อไหร่อะไรยังไง ใครที่สนใจก็ติดตามข่าวกันดูครับ
(ที่มา http://www.itday.in.th)

Lenovo P780 Presenter By. Kobe Bryant





ต้องถูกใจคนชอบคลุกอยู่กับสมาร์ทโฟนทั้งวัน แน่ๆเลยครับ กับ Lenovo P780 สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมแบตเตอรี่ มโหฬารกว่า 4,000 mAh

แบรนด์สมาร์ทโฟนของค่าย Lenovo อาจจะไม่ค่อยดังมากนักในประเทศไทย แต่จริงๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดจีน แบรนด์นี้ดังมากๆเลยครับ ทั้ง Notebook ทั้ง สมาร์ทโฟน ขายดิบขายดีในหลายประเทศเช่นกัน และกำลังเริ่มรุกตลาด Smartphone Android โลกมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากก่อนหน้านี้ทาง Lenovo ได้เพิ่งเปิดตัว Lenovo K900 มือถือ CPU Intel หน้าจอ Full HD ไปไม่นาน



โดย Lenovo P780 ได้ Kobe Bryant นักบาสชื่อดังจาก NBA มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับ Brand Lenovo อีกด้วย

โดยสเปคคร่าวๆของ Lenovo P780 มีดังนี้ครับ
หน้าจอขนาด 5 นิ้ว ความละเอียดระดับ HD
รองรับ 3G
ระบบปฏิบัติการ Android 4.2 Jelly Bean
รองรับ 2 ซิมการ์ด
CPU Quad-Core ความเร็ว 1.2 GHz
กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล
แบตเตอรี่ 4,000 mAh
ราคายังไม่กำหนดอย่างเป็นทางการ

เอเอ็มดีจับมืออะโดบี พัฒนาซอฟต์แวร์ตัดต่อวิดีโอ-เอฟเฟกต์รุ่นใหม่

เอเอ็มดีจับมืออะโดบี พัฒนาซอฟต์แวร์ตัดต่อวิดีโอ-เอฟเฟกต์รุ่นใหม่

               เอเอ็มดีร่วมกับอะโดบี พัฒนาซอฟต์แวร์ Adobe Premiere Pro รุ่นใหม่  สำหรับการตัดต่อวีดีโอ สร้างเอฟเฟกต์  จัดองค์ประกอบและปรับสีภาพได้รวดเร็วแบบเรียลไทม์ ผ่าน Open Standards AMD  A-Series APU, Radeon และ FirePro ให้ทำงานอย่างรื่นไหล...

เอเอ็มดี  ประกาศความร่วมมือกับ บริษัทอะโดบี ซิสเต็มส์ อินคอร์ปอเรเต็ด ในการส่งมอบ  โปรแกรมตัดต่อวิดีโอและไฟล์เสียง Adobe Premiere Pro  เป็นครั้งแรกบนแพลตฟอร์ม Microsoft Windows โดยใช้ OpenCL  เพื่อทำให้การตัดต่อรวดเร็วขึ้น  ความร่วมมือนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเอเอ็มดีในการทำให้พาร์ตเนอร์ ทางธุรกิจใช้งานผลิตภัณฑ์ของเอเอ็มดีได้ผ่านทาง open standards ทำให้ Adobe  สามารถมอบประสบการณ์การตัดต่อที่เหนือชั้นมากขึ้นให้กับนักตัดต่อมืออาชีพ

สำหรับ  Adobe Premiere Pro เวอร์ชั่นใหม่ได้รับการพัฒนา  เพื่อให้สามารถใช้ศักยภาพสูงสุดจากหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU)  และหน่วยเร่งการประมวลผล (APU) ของเอเอ็มดี  ทำให้สามารถตัดต่อวิดีโอได้อย่างรวดเร็วในรูปแบบ DV ถึง HD และ 4K Ultra HD  ที่มีจำนวนเฟรมถี่สูงๆได้ ขณะนี้อะโดบี  และเอเอ็มดีขยายขอบเขตการทำงานของโปรแกรม OpenCL  ให้กับนักตัดต่อมืออาชีพที่ใช้งานบนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ โดย Adobe  Premiere Pro สามารถใช้งานได้ทั้งบนระบบปฏิบัติการ วินโดวส์ และ OSX

นาย นีล โรบินสัน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพันธมิตรซอฟต์แวร์ เอเอ็มดี กล่าวว่า  ทั้งเอเอ็มดีและ อะโดบี  ต่างมุ่งมั่นที่จะมอบทางออกให้ทั้งผู้ใช้งานทั่วไปและนักตัดต่อมืออาชีพ  ซึ่งสามารถใช้งานได้ในทุกระบบปฏิบัติการ  และทำให้นักตัดต่อสามารถสรรค์สร้างผลงานได้รวดเร็วอย่างใจนึก  ด้วยความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างเอเอ็มดีและ อะโดบี  นักตัดต่อไม่จำเป็นต้องรอเวลาในการตัดต่อ ใส่เอฟเฟกต์  และจัดองค์ประกอบภาพอีกต่อไป ทุกอย่างสามารถทำแบบเรียลไทม์ได้เลย

ด้าน  นายไซมอน วิลเลียมส์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สัมพันธ์ เอเอ็มดี กล่าวว่า  ขณะนี้ เรากำลังสร้างสรรค์ซอฟต์แวร์ที่ดีที่สุด  และเราจะเปิดตัวโปรแกรมตัดต่อรุ่นใหม่ที่งาน NAB  ลูกค้าของเราต้องการระบบที่ดีที่ทำให้เขาสามารถทำงานได้รวดเร็ว  และมีประสิทธิภาพ ขณะที่โปรแกรมของเราสามารถทำงานบนระบบปฏิบัติการของ Mac  ได้อยู่แล้ว  การประกาศความร่วมมือในวันนี้จะเป็นการมอบโอกาสให้นักตัดต่อได้ประโยชน์จาก  GPU และ APU ของเอเอ็มดีบนระบบปฏิบัติการ วินโดวส์  ได้เช่นกัน. 
(ที่มา http://www.bloggang.com)


ป้องกันการสวมรอยในเฟซบุ๊ก


ป้องกันการสวมรอยในเฟซบุ๊ก




        ไม่ใช่เรื่องดีแน่หากเฟซบุ๊กของคุณถูกสวมรอยโดยใครที่คุณไม่รู้จัก เพราะมีโอกาสสูงที่ข้อความประหลาดพร้อมโปรแกรมร้ายจะถูกส่งไปโจมตีกลุ่มเพื่อนในนามของคุณเองโดยที่คุณควบคุมไม่ได้ หนำซ้ำยังสร้างความเสี่ยงในการถูกขโมยข้อมูลลับอื่น ๆ อีกไม่รู้จบ

ก่อนการล้อมคอกเพื่อกันวัวหาย คุณควรรู้ว่าศัตรูที่เราต้องต่อสู้ด้วยคือซอฟต์แวร์สวมรอยที่เป็นเครื่องมือของเหล่าผู้ไม่ประสงค์ดี ที่ต้องการแอบอ้างเป็นผู้อื่นในเว็บไซต์สังคมออนไลน์ทั้ง Facebook หรือ Twitter ซึ่งซอฟต์แวร์เหล่านี้อำนวยความสะดวกให้ผู้ร้ายเหล่านี้สามารถก่อการง่ายด้วยการคลิกเมาส์ไม่กี่ครั้ง

ที่ฮือฮาที่สุดคือซอฟต์แวร์ Firesheep ของ Eric Butler นักพัฒนาซอฟต์แวร์ชาวอเมริกัน ที่ออกมาเผยแพร่ซอฟต์แวร์นี้แก่ผู้บริโภคทั่วไปในฐานะโปรแกรมเสริม (add-on) ของ Firefox เว็บเบราว์เซอร์ยอดนิยม ซอฟต์แวร์นี้จะทำหน้าที่ดักจับข้อมูลในระบบเครือข่ายก่อนจะกรองข้อมูลเพื่อเก็บข้อมูลของเว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการสวมรอย

การป้องกันข้อแรกที่ทุกคนควรทำคือ การเพิ่มอักษร "s" หนึ่งตัวใน http ก่อนการเข้าเว็บไซต์เครือข่ายสังคม

คุณควรพิมพ์ https://www.facebook.com แทน http://www.facebook.com หรือใช้ https://twitter.com แทน http://twitter.com เพราะการเพิ่ม s เพียงตัวเดียวจะมีความหมายว่าคุณกำลังกำหนดให้เว็บเบราว์เซอร์เข้ารหัสการรับส่งข้อมูลด้วย SSL

ในทางเทคนิก ซอฟต์แวร์สวมรอยจะใช้การดักจับข้อมูลคุกกี้ หรือข้อมูลจิ๋วที่เว็บไซต์ส่งมาเก็บไว้ในเว็บเบราว์เซอร์หลังจากที่เราล็อกอินเข้าระบบ โดยทำหน้าที่เป็นใบผ่านทางในการเชื่อมต่อกับเว็บไซต์นั้นอีกภายหลัง หากไม่มีการเข้ารหัสข้อมูล "ผี" จะสามารถดักจับข้อมูลคุกกี้ของเรา แล้วใช้คุกกี้เป็นใบผ่านทางเพื่อสวมรอยเข้าสู่ระบบเว็บไซต์ (วิธีนี้มีชื่อเรียกว่า session hijacking)

แม้ว่าเว็บไซต์ชื่อดังมักจะมีการเข้ารหัสการล็อกอินเข้าใช้งาน แต่การรับส่งข้อมูลส่วนที่เหลือและการติดตั้งคุกกี้โดยมากไม่ถูกเข้ารหัส ช่องโหว่ให้การสวมรอยด้วยวิธีนี้จึงเกิดขึ้น ซึ่งเมื่อสามารถสวมรอยเข้าสู่ระบบเว็บไซต์ได้แล้ว "ผี" ก็สามารถโพสต์หรือลบข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงแก้ไขการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้ตามใจต้องการ

ทางที่ดีที่สุดคือ คุณควรเข้ารหัสการรับส่งข้อมูลด้วย SSL (สังเกต https ก่อนที่อยู่เว็บไซต์) ด้วยวิธีนี้ "ผี" จะไม่สามารถเปิดอ่านข้อมูลที่ดักจับมาได้

การป้องกันข้อที่ 2 คือ ลงชื่อออกหรือล็อกเอาท์จากระบบทุกครั้งหลังสิ้นสุดการใช้งาน

เพราะการล็อกเอาท์จากระบบหลังสิ้นสุดการใช้งาน จะทำให้ระบบลบข้อมูลการอยู่ในระบบของผู้ใช้ ทำให้ "ผี" ไม่สามารถใช้วิธี session hijacking เข้าไปสวมรอยได้ ฉะนั้น ลด ละ เลิก เสียทีกับนิสัยปิดหน้าเว็บไซต์แล้วใช้งานเว็บไซต์อื่นต่อโดยไม่ลงชื่อออก

การป้องกันข้อที่ 3 คือ การไม่ตั้งค่าให้เว็บไซต์จดจำข้อมูลชื่อบัญชีและรหัสผ่าน

หลายคนเห็นว่าสะดวกดีหากให้ระบบจำข้อมูลการล็อกอินไว้ เพราะไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์เมื่อต้องการกลับมาใช้ใหม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือระบบจะไม่ลบข้อมูลออกแม้คุณจะปิดหน้าเว็บไซต์นั้นไปแล้ว ทำให้มีช่องโหว่เพื่อการ session hijacking เกิดขึ้น

3 ข้อปฏิบัตินี้เป็นเรื่องง่ายที่ไม่ต้องเสียสตางค์เพิ่มเติม ถือเป็นวิธีลดความเสี่ยงที่ชาวเครือข่ายสังคมควรท่องให้ขึ้นใจ

อินเทลจับมือกสทช.ผลักดันการใช้พีซี


             อินเทล ร่วมกับ กสทช. เปิดตัวโครงการบี อะเมซิ่ง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวด้านเทคโนโลยี ในกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นเยาวชนระดับอุดมศึกษา และผู้ที่ยังไม่เคยมีคอมพิวเตอร์ใช้กว่า 550,000 คน ใน 27 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อลดช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยี...

นายเอก รัศมิ์ อวยสินประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีประชากรกว่า 20 ล้านครัวเรือน แต่มีถึง 14 ล้าน ครัวเรือนจากจำนวนนี้ที่ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้เป็นของตนเอง ด้วยเหตุผลต่างๆ และเหตุผลที่สำคัญที่สุด คือ การไม่รู้ถึงประโยชน์การหรือใช้งานของคอมพิวเตอร์ อินเทลตระหนักเป็นอย่างสูงถึงความสำคัญของความรู้ในเรื่องคอมพิวเตอร์ จากโครงการต่างๆ ที่อินเทลดำเนินการมาต่อเนื่อง เช่น โครงการ “อินเทล อีซี่ สเต็ปส์” (Intel Easy Steps) “อินเทล ทีช” (Intel Teach) และ “อะเมซิ่ง พีซี” (Amazing PC) ทุกโครงการล้วนแสดงถึงความมุ่งมั่นของอินเทล ที่ต้องการให้คนไทยมีโอกาส ได้ความรู้ด้านเทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ


               "โครงการ “บี อะเมซิ่ง” เป็นอีกหนึ่งโครงการความร่วมมือระหว่าง อินเทล และ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงพันธมิตรอีก 5 ราย ได้แก่ เอเซอร์ เอซุส เลอโนโว ซัมซุง และโตชิบา ตลอดจนเครือข่ายร้านค้าปลีกและผู้ให้บริการบรอดแบนด์และ 3G ซึ่งได้แก่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ในการเพิ่มโอกาสให้ผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ หรือ มีประสบการณ์น้อยในการใช้คอมพิวเตอร์ รวมถึงกลุ่มเยาวชนให้ได้สัมผัสประสบการณ์จริงทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ  ความร่วมมือกับ กสทช. และพันธมิตรทางธุรกิจ ตลอดจนเครือข่ายร้านค้าปลีกในครั้งนี้ จึงนับเป็นความร่วมมือครั้งใหญ่ร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง ในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยเฉพาะด้านการศึกษา" กก.ผจก.บริษัทอินเทลฯ กล่าว

นายเอกรัศมิ์ กล่าวต่อว่า จากนโยบายของ กสทช.ได้มีการจัดทำและประกาศใช้แผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐาน โดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (พ.ศ. 2555 – 2559) และมีการกำหนดเป้าหมายต่างๆ รวมถึงเป้าหมายในการกำหนดให้ประชากรไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของทั้งประเทศ สามารถเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ บรอดแบนด์ และการจัดให้มีบริการบรอดแบนด์แก่ครัวเรือนในพื้นที่ที่มี ศักยภาพเชิงพาณิชย์แต่ยังขาดแคลนบริการจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 ครัวเรือน และยังเป็นกลุ่มที่ไม่เคยใช้อินเทอร์เน็ต ไม่เคยมี หรือไม่เคยใช้อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพื่อสร้างความตระหนักและแบบแผนการใช้ชีวิตทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจจากความ รู้ด้านไอซีที อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้เยาวชนที่กำลังศึกษาในสถาบันต่างๆ ได้พัฒนาศักยภาพ ยกระดับและต่อยอดความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียนผ่านการใช้ไอซีทีอีกด้วย


               กก.ผจก.บริษัท อินเทลฯ กล่าวอีกว่า หวังว่าโครงการนี้จะสามารถช่วยเพิ่มการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ ให้ถึงผู้คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายกว่า 550,000 คน  ผู้ซื้ออุปกรณ์ไอทีเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะเยาวชนระดับอุดมศึกษาในหลายจังหวัดที่ยังขาดแคลนโอกาสในการเข้าถึง เทคโนโลยี ได้รับรู้ถึงประโยชน์จากโครงการนี้ ความร่วมมือทั้งหมดเกิดขึ้นจากความตั้งใจ เพื่อให้ชุมชนต่างๆ สามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์ได้ และเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์ได้โดยตรง กิจกรรมที่จะจัดขึ้นเพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับผู้คนในแต่ละจังหวัด จะเน้นครบทั้งสาระและความบันเทิง ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายใน 27 จังหวัดทั่วประเทศให้รับรู้ถึงประโยชน์จากการใช้อุปกรณ์ไอทีที่ให้ความรู้ และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีรวม 6 โซนด้วยกัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.ถึงสิ้นเดือน ธ.ค.2556

ด้าน พลเอกสุกิจ ขมะสุนทร กรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาตื (กสทช.) กล่าวว่า หลักการสำคัญของการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อ สังคมประการหนึ่งคือเรื่องของความสามารถในการเข้าถึงบริการ หรือ Affordability ทั้งนี้เป้าหมายสำคัญของ กสทช. ในการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง คือประชาชนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 จะต้องเข้าถึงบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง โครงการ “คอมพิวเตอร์ทั่วไทย โครงข่ายทั่วถึง” จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ได้ง่ายขึ้น และสามารถเลือกให้เหมาะสมกับเจตนาการใช้งาน เท่ากับว่าสามารถให้ประชาชนมีทางเลือกในการครอบครองอุปกรณ์ได้หลากหลายและ สะดวกขึ้น และนำมาใช้กับโครงข่ายที่ กสทช. จะขยายตามแผน 5 ปีได้อย่างมีประสิทธิภาพ.


(ที่มา http://www.bloggang.com)


พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์


พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ 

ประสูติ 
          พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เป็นพระราชโอรส พระองค์ที่ 14 ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาตลับ ณ วันพุธ ขึ้น 11 ค่ำ ปีจอ ฉศก จุลศักราช 1236 ตรงกับวาระทางสุริยคติ 21 ตุลาคม พุทธศักราช 2417

การศึกษา
                พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะทรงส่งพระราชโอรสทุกพระองค์ไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ เนื่องจากขณะนั้นประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการแผ่อำนาจแสวงหาอาณานิคมของชาติตะวันตก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ  

          เหตุที่พระองค์ทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมาย ก็เนื่องจากช่วงเวลานั้น เมืองไทยมีศาลกงสุลฝรั่ง ชาวยุโรปและอเมริกามีอำนาจในประเทศไทยอย่างมาก ซึ่งยากแก่การปกครอง จึงมีพระทัยตั้งมั่นที่จะพยายามขอยกเลิกอำนาจศาลกงสุลต่างๆ ที่มาตั้งพิจารณาพิพากษาคดีชนชาติของตนเสีย เพื่อที่ประเทศไทยของเรามีเอกราชทางการศาลอย่างแท้จริง  

          พระองค์ท่านจึงทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมาย เพื่อจะได้กลับมาพัฒนากฎหมายบ้านเมืองกับพัฒนาผู้พิพากษาและราชการศาลยุติธรรมให้ดีขึ้นและที่สำคัญเพื่อให้ต่างชาติยอมรับนับถือกฎหมายไทย และยอมอยู่ภายใต้อำนาจศาลไทย  

          พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ทรงมีพระสติปัญญาฉลาดเฉลียวเป็นอย่างยิ่ง ในต้นปี 2434 พระองค์ทรงสามารถสอบผ่านเข้าศึกษาวิชากฎหมายที่วิทยาลัยไครส์เชิร์ช มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (Christchurch College Oxford University) ขณะที่พระองค์ทรงมีพระชันษาเพียง 17 พรรษา  

          ซึ่งทีแรกมหาวิทยาลัยไม่ยอมรับเข้าศึกษา โดยอ้างว่าพระชนมายุยังไม่ถึง 18 พรรษา ตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย พระองค์จึงต้องเสด็จไปขอความกรุณาโดยพระองค์ทรงดำรัสว่า "คนไทยเกิดง่ายตายเร็ว" ทางมหาวิทยาลัยจึงยอมผ่อนผันโดยให้ทรงสอบไล่อีกครั้งหนึ่ง พระองค์ก็ทรงสอบได้อีก

          และด้วยความที่พระองค์ท่านทรงพระวิริยะอุตสาหะเอาพระทัยใส่ในการเรียนเป็นอย่างมาก ทรงสอบไล่ผ่านทุกวิชาและได้รับปริญญาเกียรตินิยมทางกฎหมาย Bachelor of Arts.Hons (B.A. (Oxon)) เมื่อทรงพระชันษา 20 พรรษา โดยใช้เวลาศึกษาเพียง 3 ปี 

          ด้วยพระปรีชาญาณดังกล่าวเป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยิ่งนัก ถึงกับทรงเรียกพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ว่า "เฉลียวฉลาดรพี"  

          หลังจากสำเร็จการศึกษาดังกล่าวแล้ว พระองค์ก็ทรงตั้งพระทัยว่า จะทรงเรียนเนติบัณฑิตอังกฤษ (Barrister at law) ที่กรุงลอนดอน แล้วจะเสด็จไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนี แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จกลับมารับราชการที่ประเทศไทยเสียก่อน



งานราชการ และพระกรณียกิจ 
              
           ปี 2437 เมื่อพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์เสด็จกลับมา พระองค์ก็ทรงเป็นอธิบดีผู้จัดการโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเพื่อสอนความรู้เบื้องต้นสำหรับผู้เข้ารับราชการพลเรือนในกระทรวงต่างๆ และต่อมาพระองค์ทรงสมัครรับราชการทางฝ่ายตุลาการ แล้วทรงฝึกหัดราชการในกรมราชเลขานุการ และทรงศึกษากฎหมายไทยอย่างจริงจัง

          ด้วยพระปรีชาสามารถและพระอุตสาหะไม่นาน พระองค์สามารถทำงานในกรมราชเลขานุการได้ทุกตำแหน่ง โดยเฉพาะการร่างพระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์เป็นองคมนตรีในปีเดียวกันนั้น

           ปี 2439 รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เป็นสภานายกพิเศษจัดการตั้งศาลในมณฑลอยุธยา พระองค์ทรงทำการในหน้าที่ด้วยพระปรีชาสามารถ เป็นที่นิยมยินดีของหมู่ชนในมณฑลนั้น

           ปี 2440 รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เป็นประธานพร้อมด้วยกรรมการไทยและฝรั่ง ช่วยกันตรวจชำระพระราชกำหนดบทพระอัยการเก่าใหม่และปรึกษาลักษณะการที่จะจัดระเบียบแล้วเรียบเรียงกฎหมายขึ้นใหม่เพื่อเป็นบรรทัดฐาน  และในปีเดียวกันนั้นก็ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม และคงอยู่ในตำแหน่งสภานายกพิเศษจัดการศาลตามเดิมด้วย

          ในการปรับปรุงกฎหมาย เบื้องต้นมีการนำกฎหมายอังกฤษมาใช้ โดยใช้กฎหมายวิธีสบัญญัติก่อน ทีแรกมีข้อถกเถียงกันว่าจะใช้ระบบกฎหมายแบบอังกฤษ หรือจะใช้ระบบกฎหมายซีวิลลอว์ แบบประเทศยุโรปแล้ว

          รัชกาลที่ 5 ก็ทรงตัดสินพระทัยปฏิรูประบบกฎหมายไทยให้เป็นไปตามแบบประเทศภาคพื้นยุโรป คือ ใช้ระบบ "ประมวลธรรม" แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังนำแนวคิดหลักกฎหมายอังกฤษบางเรื่องมาใช้ด้วย

          ประมวลกฎหมายของไทยฉบับแรก คือ ประมวลกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 ใช้เวลาร่างทั้งสิ้น 11 ปี โดยสำเร็จลงในปี 2451 พระองค์เจ้ารพีฯ ท่านทรงช่วยแปลต้นร่างที่เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษมาเป็นภาษาไทย ส่วนประมวลกฎหมายฉบับต่อๆ มา ไม่ว่าจะเป็นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง วิธีพิจารณาความอาญา และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพต่างๆ พระองค์ท่านก็ทรงมีบทบาทสำคัญในการยกร่างด้วย

          ในปีเดียวกันนี้ พระองค์เจ้ารพีฯ มีพระดำริว่า "การที่จะยังราชการศาลยุติธรรมให้เป็นไปด้วยดีนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีผู้รู้กฎหมายมากขึ้นกว่าแต่ก่อนโดยการเปิดให้มีการสอนกฎหมายขึ้นเป็นที่แพร่หลาย" จึงทรงสถาปนาโรงเรียนสอนกฎหมายขึ้น สังกัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้โอกาสแก่ประชาชนทั้งหลายมีโอกาสรับการศึกษากฎหมาย และพระองค์ทรงแนะนำสั่งสอนด้วยพระองค์เองด้วย

          และแล้วปลายปี 2440 พระองค์ทรงเปิดให้มีการสอบไล่เนติบัณฑิต โดยใช้ศาลาการเปรียญใหญ่ วัดมหาธาตุเป็นสถานที่สอบ ใช้เวลาสอบทั้งสิ้น 6 วัน วันละ 4 ชั่วโมง ให้คะแนนเป็นเกรด ผู้สอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตรุ่นแรกมีทั้งสิ้น 9 คน ผู้สอบได้ลำดับที่ 1 ในครั้งนั้น คือ เจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นเนติบัณฑิตไทยคนแรก

           ปี 2441 พระองค์เจ้ารพีฯ ทรงเป็นกรรมการตรวจตัดสินความฎีกาในคณะกรรมการ มีชื่อว่า "ศาลกรรมการฎีกา" ทำหน้าที่เป็นศาลสูงสุดของประเทศ แต่ไม่สังกัดกระทรวงยุติธรรม และต่อมาได้กลายมาเป็นศาลฎีกาในปัจจุบัน

           ปี 2442 ได้รับพระราชทานพระสุพรรณบัตรเป็น "กรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์"  

           ปี 2443 ทรงดำริจัดตั้งกองพิมพ์ลายมือขึ้น ทรงสอนวิธีตรวจเส้นลายมือ และวิธีเก็บพิมพ์ลายมือ สำหรับตรวจพิมพ์ผู้ต้องหาในคดีอาญา เพื่อใช้เป็นหลักฐานเพิ่มโทษผู้กระทำความผิดหลายครั้ง

           ปี 2453 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นองคมนตรี

           ปี 2455 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ และในปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นกรมหลวง มีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า "พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์คชนาม"

           ปี 2462 พระองค์เจ้ารพีฯ ทรงประชวรด้วยพระวัณโรค ที่พระวักกะ (ไต) และได้ขอพระราชทานกราบถวายบังคมลาพักราชการรักษาพระองค์ และได้เสด็จไปรักษาพระองค์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แพทย์ได้จัดการรักษาและถวายพระโอสถ อย่างเต็มความสามารถ แต่พระอาการหาทุเลาลงไม่

           จนกระทั่งวันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม 2463 พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ก็สิ้นพระชนม์ สิริพระชนมายุ 47 พรรษา


(ข้อมูลจาก http://hilight.kapook.com)

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556